2 หนุ่มผู้หาญกล้าสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงโลก ในยามเศรษฐกิจตกต่ำสุดขีด

2 หนุ่มผู้หาญกล้าสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงโลก ในยามเศรษฐกิจตกต่ำสุดขีด

ช่วงนี้ผมเห็นหลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี ค้าขายย่ำแย่ หรือแม้กระทั่งตามเว็บบอร์ดชื่อดังต่างๆ ก็ยังมีกระทู้ในทำนองนี้มากขึ้น เมื่อได้เข้าไปอ่านหรือลองถามถึงสาเหตุว่าอะไรทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ต่างคนก็มีคำตอบที่ต่างกัน เช่น รัฐบาลบริหารไม่เก่ง เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น หรือที่พูดถึงกันอย่างมากคือ การถูก Disrupt จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเข้ามาแทนที่วิธีการแบบเดิมจนธุรกิจปรับตัวไม่ทัน

ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งเช่นกัน ที่มักโทษหลายๆ สาเหตุเหมือนที่คนส่วนใหญ่คิดกัน จนได้อ่านเรื่องเล่าสั้นๆ เรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามเพจนี้อยู่

ย้อนกลับช่วงทศวรรษที่ 70 (1970 – 1979) ประเทศอเมริกาอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำจากวิกฤติการณ์น้ำมันขาดแคลน (Oil Shock) และถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาขาดดุลการค้าอย่างหนัก จนมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจากค่าเงินคงที่มาเป็นแบบลอยตัว (คล้ายกับวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในบ้านเราช่วงปี 2540) หลายธุรกิจต้องปิดตัว เงินลงทุนหดหาย มีการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงาน และรถทุกคันต้องเข้าคิวในปั๊มกันยาวเหยียดเพื่อแบ่งกันเติมน้ำมัน

ภาพการต่อคิวเติมน้ำมันในช่วงวิกฤตการณ์ Oil Shock ที่ทำให้น้ำมันขาดแคลนอย่างหนัก

แต่ในช่วงเวลานี้ กลับมีเด็กหนุ่ม 2 คนที่กล้าเริ่มก่อตั้งธุรกิจด้วยตัวเอง คนหนึ่งมาจากครอบครัวฐานะปานกลาง  แต่อีกคนหนึ่งอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่ไม่ได้มีฐานะดีเท่าไหร่ ทั้งคู่ไม่มีปริญญาเพราะต้องออกจากการเรียนกลางคัน เพื่อมาดูแลธุรกิจที่เพิ่งเริ่มด้วยเงินทุนอันแสนจำกัด แต่ด้วยความสามารถที่มี บวกกับวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และความมุมานะ ธุรกิจจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสามารถพาบริษัทเข้าไประดมทุนในตลาดหุ้นได้ ทำให้ทั้งสองคนกลายเป็นมหาเศรษฐีภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น

           เด็กหนุ่ม 2 คนนี้ หลายคนที่อยู่ในวงการไอทีคงรู้จักเป็นอย่างดี คนหนึ่งชื่อ บิล เกตต์ ผู้สร้างตำนานระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ที่มีคนใช้มากที่สุดทั่วโลก และอีกคนหนึ่งชื่อ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อนตั้งบริษัท Apple ที่สร้างนวัตรกรรมต่างๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกไอทีมากมาย เช่น Mac, iPod, iPhone หรือ iPad เรื่องราวของทั้งสองคนที่เป็นทั้งเพื่อนรักและคู่แข่งขันทางธุรกิจ ก็ได้กลายเป็นตำนานให้ผู้คนได้กล่าวถึงและนำไปเป็นกรณีศึกษาได้อีกแสนนาน

          อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ เกิดแรงฮึดหรือได้แนวคิดดีๆ กันบ้างไหม ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจทั้งเกตต์และจ็อบส์ต้องดิ้นรนอย่างหนัก เกตต์ต้องพยายามขายซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการให้กับบริษัทคอมพิวเตอร์ต่างๆ ได้นำไปใช้ และได้พบจุดพลิกผันเมื่อขายระบบปฏิบัติการ DOS ให้กับ IBM และต่อมาก็ได้พัฒนา Microsoft Windows ขึ้นมา จนกลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เปลี่ยนสถานะให้เกตต์เป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกจนถึงทุกวันนี้

Bill Gates ช่วงที่กำลังพัฒนา MS-DOS ให้กับ IBM

ส่วนจอบส์ช่วงแรกก็ต้องเร่ขายฝันให้กับบริษัทต่างๆ กับเครื่อง Apple I & II ที่ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกๆ ของโลกที่เข้าถึงตลาดของผู้ใช้ทั่วไป จนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกกับ Apple II ที่มียอดจำหน่ายสูงมาก ต่อมาก็โด่งดังเป็นที่รู้จักกับ Macintosh ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีหน้ากราฟิกติดต่อกับผู้ใช้ (GUI : Graph User Interface) เครื่องแรกที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก (ก่อนหน้านั้นมีคอมพิวเตอร์ Lisa แต่มีราคาแพงเกินไป จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก)

Steve Jobs สมัยที่เพิ่งเปิดตัว Macintosh

แม้บางช่วงชีวิตของจอบส์ ต้องประสบความล้มเหลวสุดๆ โดยเฉพาะการถูกให้ออกจากบริษัท Apple ที่ตัวเองเป็นผู้สร้างมากับมือ เมื่อไปก่อตั้งบริษัทใหม่ (NeXT) ก็ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนเดิม แต่จอบส์ก็สามารถกลับมาได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่อถูกเชิญตัวให้กลับไปบริหารงานที่ Apple อีกครั้ง เพราะ Apple กำลังอยู่ในสถานะย่ำแย่ ขาดทุนอย่างหนัก คราวนี้จอบส์ไม่ยอมให้ผิดพลาดซ้ำสอง และได้ร่วมสร้างสินค้าที่ประสบความสำเร็จมากมายกับทีมงาน Apple โดยเฉพาะ iPod ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนให้ Apple กลับมาสร้างผลกำไรได้อีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นบริษัทเกือบต้องถูกขายไปแล้ว จนกลายเป็นแนวทางให้ Apple ได้สร้างโทรศัพท์มือถือที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตและการทำงานของมนุษยทั่วทั้งโลก นั่นก็คือ iPhone

กว่าที่จะประสบความสำเร็จสูงสุดขนาดนี้ ทั้งคู่ต้องทำงานอย่างหนัก เจออุปสรรคมากมาย แต่ก็ไม่นำเอาปัญหาอื่นๆ มาขัดขวางการเดินตามฝัน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนชีวิต เงินทุน หรือเศรษฐกิจรอบข้าง เพราะบางครั้งปัจจัยภายนอกอื่นๆ เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี การถูกลูกค้าปฏิเสธ หรือเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆ เราคงต้องปล่อยผ่านไปบ้าง เพราะแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราควรมุ่งแก้ปัญหาอื่นๆ ที่สามารถปรับปรุงหรือควบคุมได้จะดีกว่า เช่น พัฒนาความสามารถของตัวเองให้หลากหลาย หรือปรับปรุงสินค้าและการบริการให้ดีขึ้น แล้วคอยประคับประคองปัญหาให้ผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นไปให้ได้ เพื่อรอโอกาสที่ดีกว่าในการพลิกฟื้นกลับมา เป็นกำลังใจให้ผู้อ่านทุกท่านครับ

Close Menu